ความชุกของพาหะธาลัสซีเมียในประชากรหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ต.ช่างเหล็ก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สุชา จุลสำลี, สุธิยา วรพิพัฒน์,
จุฑามาศ เวียงไชย, และ กฤษณา ถนอมสัตย์

บทคัดย่อ 


              โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งผู้ป่วยบางรายสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีอาการแสดงรุนแรงจนถึงผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก สาเหตุของการเกิดโรคมาจากความผิดปกติของยีนในการควบคุมการสร้างองค์ประกอบของเม็ดเลือดแดง ปัจจุบันมีคนไทยเป็นพาหะของโรคนี้ประมาณร้อยละ 30 ของประชากรหรือประมาณ 18 - 20 ล้านคน กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญกับโรคนี้เป็นอย่างมาก ความรุนแรงของโรคแยกเป็น 3 ระดับคือ กลุ่มอาการรุนแรงมากซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตในครรภ์มารดาหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตั้งแต่เด็ก คือ ซีด อ่อนเพลีย ตาเหลือง ตับม้ามโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน เจริญเติบโตไม่สมอายุ และสุดท้ายคือกลุ่มอาการรุนแรงน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการซีดมาตั้งแต่เด็ก และอาจมีอาการเหลือง ประเทศไทยได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 2 แนวทาง คือ การรักษาผู้ป่วยที่มีอยู่ให้ดีที่สุด และ การป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ 
               จากที่ได้กล่าวข้างต้นว่าประชากรไทยเป็นพาหะธาลัสซีเมียค่อนข้างสูง งานวิจัยในครั้งนี้จึงได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างเลือดจากประชากรหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ต.ช่างเหล็ก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาความชุกของพาหะธาลัสซีเมีย จากข้อมูลทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่ามีผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียมากกว่าร้อยละ 50 ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ มีประโยชน์ทางด้านสาธารณสุขของจังหวัดเพื่อควบคุม ให้คำปรึกษา และป้องกันการเกิดโรคธาลัสซีเมียแก่ประชากรในพื้นที่นั้นได้
               เนื่องจากโรคธาลัสซีเมียถ่ายทอดทางพันธุกรรม การตรวจคัดกรองก่อนแต่งงานจึงมีความสำคัญ เพื่อควบคุมและป้องกันผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงรายใหม่ โดยคู่สมรสที่มีโอกาสเสี่ยงมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย แพทย์จะอธิบายความเสี่ยงและความรุนแรงที่อาจเกิดกับบุตร และให้ทางเลือกแก่คู่สมรสที่มีความเสี่ยง เช่น ให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดเพื่อไม่ให้มีลูก หรืออาจจะใช้การวินิจฉัยก่อนคลอด หรือเลือกการใช้วิธีเลือกตัวอ่อนก่อนนำไปฝังที่มดลูก เนื่องจากโรคธาลัสซีเมียมีหลายชนิด การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อแยกชนิดของโรค เป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุกรรม การพยากรณ์โรค การดูแลรักษาผู้ป่วย ตลอดจนการควบคุมและป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ
 

Photo Gallery.